อักษรเบรลล์อีกหนึ่งภาษา
แห่งสะพานอิสรภาพในยุค Inclusive Society

ปีเก่าผ่านไป ปีแห่งการเริ่มต้นใหม่วนมาอีกครั้ง เดือนมกราคมเองก็ยังอยู่ในช่วง festive ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเทศกาลและวันสำคัญต่างๆ อยู่มากไม่แพ้ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคือ ‘วันอักษรเบรลล์’ ที่อยากให้ทุกคนลองมาทำความรู้จักและทำความเข้าใจไปพร้อมกันค่ะ เพราะในโลกนี้เรามีภาษาพูดอยู่ประมาณ 7,000 – 7,100+ ภาษา และอักษรเบรลล์เป็นอีกหนึ่งภาษาสำคัญที่เปรียบเหมือนสะพานแห่งอิสรภาพของคนพิการทางสายตา ในยุคที่สังคมเราเริ่มก้าวเข้าสู่ Inclusive Society

วันนี้แสนสิริได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับอักษรเบรลล์มาฝาก เนื่องจากจำนวนคนพิการทางสายตาในประเทศไทยเรามีจำนวนกว่า 170,000 – 180,000 คน หรือประมาณร้อยละ 7.5 – 8.1 ของจำนวนคนพิการทั้งหมด แต่มีคนพิการทางสายตาในไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เพียง ร้อยละ 26.88 เท่านั้น อุปสรรคสำคัญยังคงเป็นการสะกดคำและการอ่านข้อมูลเชิงลึก ซึ่ง อักษรเบรลล์ ยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญในการลดช่องว่างนี้ได้เป็นอย่างดี จะมีข้อมูลไหนน่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ!

แสนสิริอยากชวนทุกคนร่วมทำความเข้าใจแนวคิด “Inclusive Society” ซึ่งสามารถนำไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เรามีพื้นที่ที่เข้าใจ แสนสิริจึงสร้างสรรค์แนวคิด ‘Live Equally’ การเดินทางจากความเชื่อสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายและความเท่าเทียมของทุกคนอย่างแท้จริง และเป็นพื้นที่สำหรับให้ทุกคนได้ใช้ศักยภาพของตัวเองโดยไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อมหรือสังคม 

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับความเท่าเทียมที่แสนสิริเพิ่มเติม คลิก https://siri.ly/vIM1p56 

ดกำเนิดอักษรเบรลล์ จากปลายนิ้วสู่ประตูโลกการอ่านของรหัส 6 จุดที่ดูเรียบง่าย แต่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนานกว่า 200 ปี เพื่อให้คนพิการทางสายตาทั่วโลกมีสิทธิในการอ่านและเขียนอย่างเท่าเทียม

 ค.ศ. 1821

ชาลส์ บาร์บิเยร์ (Charles Barbier) ทหารผ่านศึกชาวฝรั่งเศสได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า “Night Writing” เพื่อให้ทหารสื่อสารกันได้อย่างปลอดภัยในตอนกลางคืนโดยไม่ต้องใช้แสงไฟ โดยในหน่วยพื้นที่ 1 เซลล์อักษรของระบบที่บาร์บิเยร์ได้พัฒนาขึ้น จะมีขนาด 12 จุด คือกว้าง 2 จุด ยาวแถวละ 6 จุด แต่ละจุดหรือการรวมกันของจุดภายในเซลล์จะแทนถึงตัวอักษรหรือการออกเสียงทางสัทศาสตร์ (phonetic sound) และจะใช้นิ้วมือในการสัมผัสเพื่ออ่าน

ค.ศ. 1824

หลุยส์ เบรลล์ (Louis Braille) ได้นำระบบนั้นมาต่อยอดให้เล็กลงและใช้งานง่ายขึ้นจากขนาดเซลล์ที่เปลี่ยนจาก 12 จุด เหลือเพียง 6 จุด ขนาด 2×3 ทำให้ปลายนิ้วของเราแตะครอบคลุมได้ทั้งเซลล์ในครั้งเดียว จนกลายเป็นต้นแบบอักษรเบรลล์ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันในปีเดียวกัน

หลังจากที่เบรลล์ใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาระบบอักษรเบรลล์ เบรลล์ได้ตีพิมพ์หนังสืออักษรเบรลล์เล่มแรกของโลกเรื่อง Method of Writing Words, Music, and Plain Songs by Means of Dots for Use by the Blind and Arranged for Them เป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันว่าคนพิการทางสายตาสามารถเข้าถึงวรรณกรรมและความรู้ได้เช่นกัน

 ค.ศ. 1852

หลุยส์ เบรลล์ เสียชีวิตลงก่อนที่งานของเขาจะได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ เพราะในสังคมยุคนั้นมีชุดความคิดที่ว่า พวกเขาไม่อยากเรียนรู้ระบบใหม่ โรงเรียนและครูจำนวนมากยังยึดติดกับอักษรโรมันนูน และกลัวว่าถ้าคนพิการทางสายตาอ่านเขียนเองได้ ครูจะหมดความสำคัญ

 ค.ศ. 1854

สองปีหลังจาก หลุยส์ แบรลล์ จากไป ประเทศฝรั่งเศสจึงเริ่มยอมรับอักษรเบรลล์ รวมถึงได้แพร่หลายไปยังสหรัฐอเมริกา และทั่วโลกในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19

ค.ศ. 1932

อักษรเบรลล์รูปแบบภาษาอังกฤษได้รับการยอมรับ และประกาศใช้เป็นมาตรฐานสากล รวมถึงมีการปรับให้รองรับภาษาต่างๆ กว่า 130 ภาษาทั่วโลก นับเป็นการเปิดประตูสู่การศึกษาระดับโลกสำหรับคนพิการทางสายตาที่ยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

ดกำเนิดอักษรเบรลล์ จากปลายนิ้วสู่ประตูโลกการอ่านของรหัส 6 จุดที่ดูเรียบง่าย แต่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนานกว่า 200 ปี เพื่อให้คนพิการทางสายตาทั่วโลกมีสิทธิในการอ่านและเขียนอย่างเท่าเทียม

 ค.ศ. 1821

ชาลส์ บาร์บิเยร์ (Charles Barbier) ทหารผ่านศึกชาวฝรั่งเศสได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า “Night Writing” เพื่อให้ทหารสื่อสารกันได้อย่างปลอดภัยในตอนกลางคืนโดยไม่ต้องใช้แสงไฟ โดยในหน่วยพื้นที่ 1 เซลล์อักษรของระบบที่บาร์บิเยร์ได้พัฒนาขึ้น จะมีขนาด 12 จุด คือกว้าง 2 จุด ยาวแถวละ 6 จุด แต่ละจุดหรือการรวมกันของจุดภายในเซลล์จะแทนถึงตัวอักษรหรือการออกเสียงทางสัทศาสตร์ (phonetic sound) และจะใช้นิ้วมือในการสัมผัสเพื่ออ่าน

ค.ศ. 1824

หลุยส์ เบรลล์ (Louis Braille) ได้นำระบบนั้นมาต่อยอดให้เล็กลงและใช้งานง่ายขึ้นจากขนาดเซลล์ที่เปลี่ยนจาก 12 จุด เหลือเพียง 6 จุด ขนาด 2×3 ทำให้ปลายนิ้วของเราแตะครอบคลุมได้ทั้งเซลล์ในครั้งเดียว จนกลายเป็นต้นแบบอักษรเบรลล์ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

 ในปีเดียวกัน

หลังจากที่เบรลล์ใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาระบบอักษรเบรลล์ เบรลล์ได้ตีพิมพ์หนังสืออักษรเบรลล์เล่มแรกของโลกเรื่อง Method of Writing Words, Music, and Plain Songs by Means of Dots for Use by the Blind and Arranged for Them เป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันว่าคนพิการทางสายตาสามารถเข้าถึงวรรณกรรมและความรู้ได้เช่นกัน

ค.ศ. 1852

หลุยส์ เบรลล์ เสียชีวิตลงก่อนที่งานของเขาจะได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ เพราะในสังคมยุคนั้นมีชุดความคิดที่ว่า พวกเขาไม่อยากเรียนรู้ระบบใหม่ โรงเรียนและครูจำนวนมากยังยึดติดกับอักษรโรมันนูน และกลัวว่าถ้าคนพิการทางสายตาอ่านเขียนเองได้ ครูจะหมดความสำคัญ

 ค.ศ. 1854

สองปีหลังจาก หลุยส์ แบรลล์ จากไป ประเทศฝรั่งเศสจึงเริ่มยอมรับอักษรเบรลล์ รวมถึงได้แพร่หลายไปยังสหรัฐอเมริกา และทั่วโลกในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19

ค.ศ. 1932

อักษรเบรลล์รูปแบบภาษาอังกฤษได้รับการยอมรับ และประกาศใช้เป็นมาตรฐานสากล รวมถึงมีการปรับให้รองรับภาษาต่างๆ กว่า 130 ภาษาทั่วโลก นับเป็นการเปิดประตูสู่การศึกษาระดับโลกสำหรับคนพิการทางสายตาที่ยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

อักษรเบรลล์ในไทย กุญแจสำคัญของคนพิการทางสายตา ที่ไม่ใช่แค่ระบบอักษรแต่คือหนึ่งในภาษาที่เปิดประตูสู่การศึกษา ความรู้ และการใช้ชีวิตอย่างเท่าเทียม

🇹🇭 พ.ศ. 2482

อักษรเบรลล์ถูกนำเข้าสู่ประเทศไทย โดย เจนีวีฟ คอลฟิลด์ (Miss Genevieve Caulfield) คนพิการทางสายตาชาวอเมริกันและคณะมิชชันนารี ที่มุ่งมั่นอยากช่วยให้คนพิการทางสายตาในไทยได้รับการศึกษา ร่วมกับคณะคนไทย อย่าง นายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว หรือ บิดาแห่งจิตเวชไทย

ทำให้เกิดการประดิษฐ์ระบบรหัสอักษรเบรลล์รูปแบบภาษาไทย โดยมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับโครงสร้างภาษาไทย ทั้งพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และการเรียงคำ ภายใต้หลักการเดียวกับอักษรเบรลล์รูปแบบสากลของ หลุยส์ เบรลล์ 

นอกจากนี้ คอลฟิลด์ยังได้ก่อตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ ในความดูแลของมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ซึ่งนับเป็นโรงเรียนสอนเด็กพิการแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

ต่อมาอักษรเบรลล์ภาษาไทยได้รับการพัฒนาและถูกรับรอง ซึ่งอักษรเบรลล์ไทยมีความซับซ้อนกว่าอักษรเบรลล์ภาษาอังกฤษ เพราะต้องครอบคลุมทั้ง พยัญชนะ 44 รูป (แบ่งตามหมู่พยัญชนะ), สระ, วรรณยุกต์ และตัวเลข จากงานวิจัยของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าอักษรเบรลล์ไทยเป็นการผสมผสานของรูปแบบ 3 ภาษา ได้แก่

– อักษรเบรลล์สากล (ฝรั่งเศส/อังกฤษ)  ใช้สำหรับพยัญชนะหลักที่มีเสียงตรงกัน เช่น จุด 1 – 2 – 4 – 5 คือตัว ก (ตรงกับตัว g ในภาษาอังกฤษ)

– อักษรเบรลล์ญี่ปุ่น ที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดรหัส สระ หลัก 5 เสียง (อะ เอ อิ โอ อุ)

– การประดิษฐ์ขึ้นใหม่ สำหรับเสียงเฉพาะที่มีในภาษาไทย เช่น พยัญชนะเสียงสูง – ต่ำ และเครื่องหมายวรรณยุกต์

ปัจจุบันอักษรเบรลล์ถูกนำมาใช้งานอย่างเป็นทางการ โดยมีเอกลักษณ์ ดังนี้

– การเรียงลำดับ ที่ภาษาไทยปกติจะวางสระไว้ข้างหน้า บน หรือล่างพยัญชนะ แต่อักษรเบรลล์ไทยจะใช้วิธีเขียนเรียงตามลำดับการอ่านจากซ้ายไปขวาเสมอ เช่น พยัญชนะต้น > สระ > วรรณยุกต์ > ตัวสะกด เป็นต้น เพื่อความสะดวกในการสัมผัส

– รหัส 6 จุด โดยยังคงใช้มาตรฐาน 6 จุดต่อ 1 ช่อง (Cell) เช่นเดียวกับต้นฉบับของหลุยส์ เบรลล์ แต่ใช้การเพิ่ม “จุดนำ” (Prefix) เพื่อระบุประเภทตัวอักษรหรือวรรณยุกต์เพิ่มมาด้วย

ระบบอักษรเบรลล์นี้ทำให้คนตาบอดไทยสามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทัดเทียมกับภาษาอื่นๆ ทั่วโลก และเป็นกุญแจสำคัญสู่การศึกษาในระดับอุดมศึกษาของคนพิการทางสายตาในไทย

ความสำคัญของอักษรเบรลล์ ในยุคของ Inclusive Society

เข้าถึงความรู้และการเรียนรู้ตลอดชีวิต

แม้ปัจจุบันจะมีเทคโนโลยี “เสียงอ่าน” แต่การฟังไม่ได้ให้ทักษะเท่ากับการอ่าน อักษรเบรลล์จึงมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ อย่างเช่น เพิ่มความแม่นยำทางภาษา เพราะอักษรเบรลล์ช่วยให้คนพิการทางสายตาเข้าใจการสะกดคำ การเว้นวรรค และไวยากรณ์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาและการทำงาน รวมถึงการอ่านผ่านปลายนิ้วช่วยกระตุ้นสมองส่วน Visual Cortex ทำให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์เชิงลึกได้ดีกว่าการฟังเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้อักษรเบรลล์ยังเป็นเครื่องมือเดียวที่ทำให้คนพิการทางสายตาสามารถเรียนรู้ความรู้เกี่ยวกับ คณิตศาสตร์ (สัญลักษณ์สมการ), วิทยาศาสตร์ (สูตรเคมี) และ ดนตรี (โน้ตเพลง) ได้

 มีอิสรภาพและพึ่งพาตนเองได้

คือสังคมที่คนทุกกลุ่มสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยตนเอง เช่น ความปลอดภัยพื้นฐาน ผ่านการมีอักษรเบรลล์บนกล่องยา ลิฟต์ หรือทางหนีไฟ ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่ออันตรายและช่วยให้คนพิการทางสายตาไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นในเรื่องทั่วไปหรือความเป็นส่วนตัว ช่วยให้สามารถอ่านเอกสารส่วนตัว ข้อมูลธนาคารได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของสิทธิพลเมืองและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐานในสังคม

การเข้าถึงโอกาสทางอาชีพ

ในตลาดแรงงานยุคใหม่ อักษรเบรลล์เป็นเครื่องมือปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในวิชาชีพชั้นสูงที่เริ่มมีการใช้ อุปกรณ์แสดงผลเบรลล์ดิจิทัล (Refreshable Braille Display) ช่วยให้คนพิการทางสายตาสามารถทำอาชีพ โปรแกรมเมอร์, นักกฎหมาย หรือบรรณาธิการ ที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องของตัวอักษรแบบบรรทัดต่อบรรทัดได้ ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผ่านการสามารถจดบันทึกและอ่านทวนเองได้ ขณะนำเสนองานหรือประชุมงานเหมือนคนสายตาปกติ

🧑‍🦯หนึ่งในรากฐานของ Universal Design

หนึ่งในแนวคิดที่เปรียบเหมือนเป็นตัวชี้วัดสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานที่ใส่ใจคนทุกกลุ่ม อย่างการออกแบบพื้นที่ที่มีการติดตั้งอักษรเบรลล์ในพื้นที่สาธารณะ เช่น สถานีรถไฟ, อาคารสาธารณะ  ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดของสังคมที่เห็นคุณค่าของทุกความแตกต่าง ถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น Smart Braille Watch หรือ Braille GPS ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการทางสายตาในระยะยาว

การเข้าถึงความบันเทิง ความสุขและการพักผ่อน

สังคมที่เป็นมิตรต่อความหลากหลายต้องไม่จำกัดอยู่แค่เรื่องการทำงาน แต่ต้องรวมถึงการพักผ่อน อย่างเช่น การเข้าถึงศิลปวัฒนธรรม หรือความบันเทิงรูปแบบต่างๆ เพื่อความสุขและการพักผ่อนส่วนตัว เช่น การมีอักษรเบรลล์ประกอบภาพนูนต่ำในพิพิธภัณฑ์ หรือเมนูอาหารในร้านทั่วไป รวมถึงการมีแอปพลิเคชันในการช่วยฟังและบรรยายเสียงประกอบในการรับชมภาพยนตร์ในโร

การเข้าถึงภาษาอักษรเบรลล์ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด และไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรที่ซับซ้อน แต่เราสามารถเริ่มทำความเข้าใจอักษรเบรลล์ได้ง่ายขึ้นผ่านการอาสาทำความดีผ่านองค์กรที่น่าสนใจ ดังนี้

อาสาสมัครกาชาด (แท็ก https://www.facebook.com/TRCYVolunteer )

อาสาสมัครช่วยทำหนังสือเพื่อคนพิการทางสายตาโดยใช้อักษรเบรลล์ เพราะการเข้าถึงหนังสือของคนพิการทางสายตาเป็นเรื่องที่ท้าทาย อาสาสมัครจึงมีบทบาทสำคัญในการทำหนังสือและช่วยกันสร้างสรรค์หนังสือในรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมกับความต้องการของคนพิการทางสายตา เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ที่เท่าเทียม

 สนใจร่วมกิจกรรมอาสาสมัคร สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ”#อาสาสมัครกาชาด” ได้ที่

App Store คลิก https://redcross.to/volunteerforios

Google Play คลิก https://redcross.to/volunteerforandriod

รวมแอปพลิเคชันน่าสนใจ สำหรับช่วยเหลือคนพิการทางสายตา เพราะ แอปพลิเคชันเพื่อคนพิการทางสายตา คือหนึ่งในตัวอย่างชัดเจนของการใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมช่องว่างของการมองเห็น ให้กลายเป็นโอกาสในการใช้ชีวิตอย่างอิสระ

 Be My Eyes

แอปพลิเคชันมือถือที่ช่วยเชื่อมโยงคนพิการทางสายตาและผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น เข้ากับอาสาสมัครทั่วโลกผ่านการวิดีโอคอล เพื่อให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น อ่านฉลาก อ่านตัวเลข หรือจับคู่เสื้อผ้า และยังมีฟีเจอร์ AI ช่วยอธิบายภาพ (Be My AI)  ทำให้คนพิการทางสายตาสามารถรับรู้สิ่งรอบตัวได้มากขึ้นและใช้ชีวิตได้อิสระยิ่งขึ้น

 Read for the Blind

แอปพลิเคชันฝีมือคนไทยที่ดำเนินการโดยมูลนิธิคนตาบอดไทย ให้อาสาสมัคร สามารถเข้ามาช่วยอ่านหนังสือหรือบทความต่างๆ แล้วบันทึกเสียงผ่านมือถือได้เลย เพื่อสร้างเป็นหนังสือเสียงสำหรับคนพิการทางสายตาโดยเฉพาะ ทำให้คนพิการทางสายตาได้เข้าถึงความรู้และข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้น เป็นการสร้างแหล่งความรู้และข้อมูลที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนพิการทางสายตา และเปิดโอกาสให้คนพิการทางสายตามีโอกาสเรียนรู้และประกอบอาชีพได้มากขึ้น อาสาสมัครเองก็ไม่ต้องเดินทางไปห้องอัดเสียงเหมือนสมัยก่อน สามารถอัดเสียงผ่านมือถือที่ีมีได้สะดวกยิ่งขึ้น

 Pannana หรือ พรรณนา

แอปพลิเคชันเสียงบรรยายภาพ (Audio Description: AD) สำหรับผู้พิการทางการสายตา (คนตาบอดและสายตาเลือนราง) เพื่อช่วยให้สามารถเข้าถึงและเข้าใจเนื้อหาของภาพยนตร์ ละคร หรือสื่อต่างๆ ได้เหมือนคนทั่วไป ด้วยการบรรยายเหตุการณ์ในภาพที่มองไม่เห็น เช่น ท่าทาง ตัวละคร สถานที่ และอารมณ์ ผ่านช่องว่างที่ตัวละครไม่ได้พูด ทำให้คนพิการทางสายตาสามารถชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ได้พร้อมกับคนสายตาดีอย่างเท่าเทียม

.มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ (แท็ก https://www.facebook.com/blindth/ )

อาสาสมัครอ่านหนังสือบันทึกเสียง โดยสามารถติดต่อและเดินทางไปบันทึกเสียงที่ศูนย์ฯ ซึ่งจะมีห้องบันทึกเสียงสำหรับรองรับอาสาสมัคร จำนวน 6 ห้อง หรือนำกลับไปบันทึกเสียงที่บ้านได้ และอาสาจัดทำต้นฉบับหนังสือเรียน ซึ่งใน 1 ปี ศูนย์ฯ ผลิตหนังสือเรียน ประมาณ 270 วิชา สำหรับให้คนพิการทางสายตาใช้ในการเรียน

 สนใจร่วมกิจกรรมอาสาสมัคร สามารถดูข้อมูลเพิ่มได้ที่นี่ https://www.blind.or.th/ed-tech-for-the-blind/volunteer

 กรุงเทพมหานคร (แท็ก https://www.facebook.com/profile.php?id=61569802333847 )

กรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อม ชวนส่งปฏิทินตั้งโต๊ะของปีเก่า เพื่อส่งต่อให้กับมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำไปผลิตเป็นสื่อการเรียนการสอนอักษรเบรลล์สำหรับผู้พิการทางสายตา เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษา เสริมทักษะและพัฒนาศักยภาพการศึกษาเรียนรู้ให้แก่ผู้พิการทางสายตา

 ผู้สนใจสามารถบริจาคปฏิทินเก่าได้ที่จุดรับบริจาค 53 จุด ทั่วกรุงเทพฯ

ตั้งเเต่วันนี้ – 31 มกราคม 2569

 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานยุทธศาสตร์จัดการมูลฝอย สำนักสิ่งแวดล้อม โทร. 02 203

CONTRIBUTOR

Related Articles

บทเรียนจากภาพยนตร์เรื่องโปรด ให้คุณเริ่มต้นปีใหม่พร้อมฉากที่เต็มไปด้วยพลังใจ

อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ช่วงเวลาสิ้นปีกันแล้ว ปี 2025 ถือเป็นอีกปีที่ไม่ง่ายเลย ในที่สุดก็จะเดินทางเข้าสู่ปี 2026 กันแล้วอย่างรวดเร็ว ปีใหม่นี้ทุกคนมีแพลนอยากทำอะไรกันบ้างคะ หลายคนได้เดินทางกลับบ้านที่เฝ้ารอมาทั้งปี อีกหลายคนได้ไปทริปท่องเที่ยวที่จองกันไว้หลายเดือน และใครเป็นอีกส่วนบ้างคะ ที่ไม่อยากไปไหนเพราะไม่ชอบสถานที่ที่คนเยอะ เลือกที่จะซุกตัวอุ่นๆ อยู่บ้าน เปิดภาพยนตร์สักเรื่องเป็นเพื่อนเคาต์ดาวน์ไปพร้อมกันทุกปีบ้างคะ มีภาพยนตร์เรื่องไหนที่อยากจะเปิดดูตอนปีใหม่นี้บ้าง ลองมาคอมเมนต์แชร์กันที่ใต้โพสต์นี้ได้เลยนะคะ วันนี้แสนสิริ ได้ลองคัดภาพยนตร์หลากหลายเรื่องโปรด ที่แฝงไปด้วยข้อคิดดี

Christmas

‘คริสต์มาส’ ไขความลับของเส้นทาง เทศกาลแห่งความสุขส่งท้ายปีข้ามศตวรรษ

 ถ้าให้เลือกเทศกาลสุดโปรดในใจของทุกคนในปีนี้ มีใครรอคอยให้ถึง ‘วันคริสต์มาส’ อยู่บ้างไหมคะ เรียกได้ว่าพอจบเทศกาลฮาโลวีน บรรยากาศรอบตัวเราก็เริ่มสัมผัสถึงความครึกครื้นและความ festive ของเทศกาลสิ้นปีขึ้นทันที ไม่ว่าจะเป็นต้นคริสต์มาส ของประดับสีแดง หรือการกลับมาของเพลงประจำฤดูหนาวที่เริ่มคุ้นหูกันโดยเฉพาะ “All I Want for Christmas Is You” ของ Mariah

Longevity ส่องให้ลึกถึงเทรนด์สุขภาพแห่งยุค ของการมีชีวิตดีที่ยืนยาว

เราเดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของปี 2025 กันแล้วนะคะ ถ้าให้ทุกคนลอง Recap กิจกรรมที่เป็นเทรนด์ฮิตของปีกันคนละ 1 อย่าง ทุกคนนึกถึงกิจกรรมอะไรกันบ้างคะ แต่เชื่อเลยว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่นึกถึงต้องมีกิจกรรมเพื่อสุขภาพสุดฮิตอย่าง การวิ่ง หรือ การเดินป่า บ้างใช่ไหมคะ🏃 เพราะเทรนด์เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพมาแรงแซงโค้งยาวจนปีหน้าเลยค่ะ นอกจากการออกกำลังกายเพื่อสุขภาาพที่แข็งแรงและยืนยาวแล้ว เราอยากพาทุกคนไปรู้จักกับเทรนด์สุขภาพแห่งยุตของการมีชีวิตดีที่ยืนยาวรอบด้านด้วยกันอย่าง ‘Longevity’ ไปด้วยกันค่ะ Longevity